
วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ มาแนะนำสำหรับผู้ที่รักการรับประทานเห็ดและอยากลองเพาะเห็ดด้วยตนเองกันบ้าง
ก่อนอื่นต้องขอแนะนำพี่สาวใจดีที่นำความรู้ดีๆเกี่ยวกับเห็ดมาบอกเล่าให้กันฟัง ซึ่งก็คือ พี่อ้อม หรือ คุณพิชญา ไกรมาก นอกจากพี่อ้อมจะสนใจเรื่องเห็ดแล้วยังมีโรงเพาะเห็ดของตนเองด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่า… ต้องมีเห็ดหน้าตาน่ารัก เป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ให้เราได้เลือกซื้อไปปรุงอาหารอร่อยๆกันด้วย โดยสามารถติดต่อพี่อ้อมได้ที่ บ้านเลขที่ 11 ซ.ลาดพร้าว 79 ถ.ลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กทม. โทรศัพท์ 02-5391284หรือ 086-1473669 โทรสาร 02-539-3997 อีเมลล์ aommy_24@yahoo.com
แนะนำผู้ผลิตเห็ดกันไปแล้ว พี่อ้อมยังฝากข้อมูล “กระบวนการในการเพราะเห็ด” มาให้สำหรับคนที่สนใจจะเพราะเห็ดขายสร้างรายได้เสริมและที่สำคัญปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย
การทำเชื้อและเพาะเห็ดในถุงพลาสติก
คนไทยรู้จักรับประทานเห็ดกันมานาน โดยเฉพาะเห็ดฟางที่เกิดขึ้นเองตาม
ฟางข้าวที่กองสุมธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ความรู้เรื่องเห็ดสมัยใหม่เริ่มขึ้นเมื่อ 50 ปี กว่ามานี้เอง โดยอาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการทำเชื้อเห็ดฟางจากเนื้อเยื่อของดอกเห็ดขึ้น นอกจากนี้ยังได้ทำแปลงสาธิตการเพาะเห็ดฟาง ต่อมาจึงได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับการเพาะเห็ดชนิดต่างๆจนกระทั่งมีการเพาะเห็ดในถุงพลาสติก เช่น เห็ดนางรม เห็ดเป๋าฮื้อ, เห็ดบด, เห็ดนางฟ้า, เห็ดขอนขาว และเห็ดหูหนู ซึ่งเพาะปลูกกันอย่างแพร่หลายจนเป็นการค้าทั่วทุกภาคของประเทศไทย
เทคนิคและอุปกรณ์สำคัญในการเพาะเห็ด
1. เทคนิคการปลอดเชื้อ เทคนิคการปลอดเชื้อเป็นเทคนิคเบื้องต้นที่สำคัญหมายถึง การปฏิบัติการใดๆ ก็ตามเพื่อลดปริมาณของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ที่ไม่ต้องการให้หมดไป เช่น การเช็คอุปกรณ์ต่างๆ หรือพื้นโต๊ะด้วยแอลกอฮอล์ 70 % การเผาไฟเข็มเขี่ยหรือเป็นหลอดไฟอุตราไวโอเล็ตในตู้เขี่ยก่อนทำงาน
2. ตู้เขี่ย เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ใช้สำหรับปฏิบัติการต่างๆ เช่น การแยกเชื้อบริสุทธิ์ การถ่ายเชื้อ ตู้เขี่ยเชื้ออาจทำขึ้นเองโดยใช้ไม้ หรือตู้สแตนเลสมีเครื่องกรองอากาศอย่างดี
3. ตะเกียงแอลกอฮอล์ ใช้สำหรับจุดไฟ เพื่อฆ่าเชื้อเข็มเขี่ยเชื้อ และใบมีด
4. เข็มเขี่ยเชื้อ ใช้สำหรับเขี่ยเชื้อเห็ด
5. ใบมีด สำหรับตัดเนื้อเยื่อเห็ด
6. การนึ่งฆ่าเชื้อ อาหารที่เตรียมจะมีพวกเชื้อจุลินทรีย์อื่นมาปะปน ดังนั้นต้องฆ่าเชื้อให้ตายก่อนโดยใช้ความร้อน 121 องศาเซลเซียส เวลา 15 นาที วิธีนึ่งมีหลายอย่าง เช่น
6.1 หม้อนึ่งแบบลูกทุ่ง คือ หม้อนึ่งที่ทำจากถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร มีฝาปิด ฝาจะเจาะรูตรงกลางขนาดเท่ากับตะปู 6 นิ้ว ที่ฝามีเข็มขัดเหล็กรัดฝาไว้ ด้านในทาสีกันสนิมที่ก้นถังมีชั้นวางของซึ่งเป็นเหล็กที่ทำขึ้นได้เอง เพื่อเป็นที่วางอาหาร หรือวัสดุเพาะเห็ดอื่นๆ ใส่น้ำลงไประดับน้ำประมาณ 15 เซนติเมตร แล้วต้มน้ำจนเดือดไอน้ำจะแผ่ความร้อนมายังอาหารและดันออกทางฝาถังตามรูตะปู ความดันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หม้อนึ่งแบบนี้จะใช้เวลานึ่งประมาณ 2-3 ชั่วโมง เชื้อ
จุลินทรีย์อื่นที่ปะปนมาจึงจะตายเมื่อครบแล้ว ก็เอาอาหารออกมาวางทิ้งให้เย็นโดยเอียงขวดนอนราบกับพื้น โดยใช้แท่งแก้วรองที่ด้านปากขวดทำให้วุ้นอาหารเอียงด้วยเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวของอาหาร เมื่ออาหารแข็งก็จะใช้เลี้ยงเส้นใยของเห็ดได้
ปกติแล้วไม่นิยมใช้หม้อนึ่งแบบลูกทุ่งนึ่งฆ่าเชื้อในอาหารวุ้น หรือเมล็ดธัญพืช เนื่องจากอาจจะทำให้วุ้นไม่แข็งตัว หรืออาจจะฆ่าเชื้อตายได้ไม่หมดส่วนใหญ่จะใช้นึ่งฆ่าเชื้อในปุ๋ยหมัก หรือขี้เลื่อย
6.2 หม้อนึ่งความดัน หม้อนึ่งชนิดนี้เป็นหม้อนึ่งที่ทำด้วยโลหะที่ทนแรงดันได้ดี มีฝาปิดที่มิดชิดมีน๊อตยึดฝาหม้อให้ประกบหม้อได้สนิท มีที่วัดความดันบอกตัวเลขเป็น ปอนด์ / ตารางนิ้ว ซึ่งปกติจะนึ่งที่ความดัน 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว นอกจากนี้ยังมีที่ระบายไอน้ำเป็นที่เปิดให้ไอ้น้ำออกในระยะแรกของการต้มน้ำ เวลาใช้ใส่น้ำลงไปพอสมควรโดยมากให้สูงกว่าก้นถัง 3 นิ้ว ใส่ของที่จะนึ่งลงไปแล้วปิดฝา โดยหมุนน๊อตยึดทีละ 2 น๊อต ในแนวตรงข้ามกันให้แน่นสนิทเปิดที่เปิดไอน้ำออก แล้วเปิด
สวิทซ์ไฟให้ความร้อน ถ้าเป็นแบบใช้ไฟฟ้าหรือเริ่มจุดก๊าชถ้าเป็นเตาแบบใช้ก๊าช จนกระทั้งไอน้ำเริ่มพุ่งออกจากที่เปิดไอน้ำ ไอน้ำอากาศภายในหม้อนึ่งออกจนหมด สังเกตจากไอน้ำที่พุ่งอย่างไม่ขาดตอน ก็ปิดลิ้นไม่ให้ไอน้ำออก ความดันในหม้อนึ่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 0-15 ปอนด์ ต่อตารางนิ้วรักษาระดับความดันนี้ไว้โดยการปรับความร้อน โดยการหรี่ไฟหรือก๊าชก็ได้ เมื่อครบ 15 นาที ปิดสวิทซ์ไฟหรือปิดก๊าชทิ้งไว้จนความดันลดลงถึง 0 แล้ว จึงเปิดฝาหม้อ นำเอาอาหารเลี้ยงเชื้อที่นึ่งมาวางเอียงขวดราบกับพื้นโดยที่แท่งแก้วรองที่คอขวดเพื่อให้วุ้นแข็งตัวเมื่อวุ้นแข็งก็จะได้อาหารที่ใช้เลี้ยงเชื้อ นอกจากนั้นแล้ว ยังนิยมใช้ฆ่าเชื้อในการผลิตเชื้อเมล็ดธัญพืช ปุ๋ยหมักอื่นๆ และขี้เลื่อย
สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเจริญของเห็ด
การเจริญเติบโตของเห็ดนอกจากขึ้นอยู่กับอาหารแล้ว สภาพแวดล้อมต่างๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญในการเจริญเติบโตของเห็ด
1. อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดและเหมาะสมต่อการออกดอกจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของเห็ด
2. น้ำ เห็ดก็คล้ายกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ คือ ต้องการน้ำในการเจริญเติบโต เห็ดไม่สามารถขึ้นได้ในที่ขาดน้ำ หรือในที่มีความชื้นต่ำ ในการเพาะเห็ดนั้นความชื้นของวัสดุเพาะและความชื้นของอากาศจึงเป็นสิ่งสำคัญ ความชื้นในอากาศทำได้โดยพ่นละอองน้ำในอากาศ หากความชื้นในอากาศน้อยจะเกิดการระเหยของน้ำออกไปจากดอกเห็ด ทำให้ดอกเห็ดแห้งและชะงักการเจริญเติบโต
3. แสง ปกติเห็ดหลายชนิดไม่ต้องการแสงในการเจริญเติบโตเลย ทั้งการเจริญเติบโตทางด้านเส้นใยและดอกเห็ด แต่แสงอาจมีผลต่อการออกดอกบางชนิด
4. ความเป็นกรดเป็นด่าง ในอาหารที่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไปเห็ดอาจเจริญเติบโตได้เฉพาะทางด้านเส้นใยเท่านั้น แต่เห็ดไม่สร้างดอก
5. อากาศ เห็ดต้องการออกซิเจนทั้งตอนเป็นดอก และระยะเส้นใยแต่ในระยะเส้นใยจะทนทานต่อการขาดออกซิเจนได้ดีกว่าระยะดอก
การเพาะเห็ดในถุงพลาสติก
หลักการเพาะเห็ด ในถุงพลาสติก เริ่มต้นราว พ.ศ. 2518 นี้เอง ที่ฟาร์มเห็ดแถวรังสิต กรุงเทพมหานคร โดยเริ่มต้นด้วยการเพาะเห็ดนางรมก่อน แล้วจึงต่อด้วยการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อ ต่อมาการเพาะเห็ดด้วยวิธีใช้ถุงพลาสติกได้เจริญก้าวหน้า และพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีกำลังการผลิตเห็ด ในถุงพลาสติกเป็นแสนๆ ถุงต่อวัน คิดเป็นน้ำหนักเห็ดสดได้ประมาณ 3 หมื่นกิโลกรัมต่อวัน ดังนั้นการเพาะเห็ดในถุงพลาสติกจึงเป็นอาชีพเสริมได้ทางหนึ่งหลังจากการทำนา ซึ่งมีฟางข้าว 300 กิโลกรัม/ไร่ เพราะเห็ดขายได้ 30 กิโลกรัมๆ ละ 20 บาท จะได้ 600 บาท ไม่ว่าจะทำการผลิตเห็ดในภาคไหนของประเทศ ถ้าหากเกษตรกรต้องการจะเพาะเห็ดเป็นการค้าแล้วควรจะต้องศึกษาด้านการตลาดให้ดีเสียก่อนที่จะทำการผลิตอย่างใหญ่โต ลงทุนกันเป็นแสนหรือล้านๆ บาท ในการทำฟาร์มเห็ด มิฉะนั้นอาจจะประสบการขาดทุนได้นอกจากการผลิตจะเป็นอาชีพแล้ว เห็ดจัดเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงประกอบไปด้วยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่สูง จึ่งน่าจะใช้เป็นอาหารเสริมให้กับลูกหลานของเกษตรกรเพื่อความแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ปัจจุบันนี้เท่าที่สำรวจดูจะพบว่า การเพาะเห็ดในระบบถุงพลาสติกนี้ ได้ขยายออกเป็นวงกว้างไปในเห็ดหลายๆ ชนิด ได้แก่ เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดหอม เห็ดยานาง เห็ดขอนขาวและเห็ดกระด้างเป็นต้น นอกจากนี้น่าจะมีการพัฒนาการเพาะเห็ดฝรั่งหรือเห็ดแซมบีญอง ในระบบถุงพลาสติกให้ได้ในอนาคตโดยทั่วไปแล้วเห็ดต่างๆ ดังกล่าวมานี้เป็นเห็ดที่สามารถขึ้นได้ตามต้นไม้ชนิดต่างๆ ที่ผุพังตามธรรมชาติ การเพาะเห็ด ก็เริ่มจากเพาะเห็ดเหล่านี้บนตอไม้หรือท่อนไม้ ปัจจุบันจึงได้มีการปรับปรุง และพัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับจนสามารถเพาะเห็ดเหล่านี้ด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าวชานอ้อยและขี้เลื่อย เป็นต้น
การเพาะเห็ดในถุงพลาสติกมีระบบการผลิตแบ่งออกได้เป็น 4 ขั้นตอน เกษตรกรที่ทำฟาร์มเห็ดอาจจะทำเพียงขั้นตอนเดียวหรือทำครบทุกขั้นตอนเลยก็ได้ ในประเทศที่อุตสาหกรรมการเพาะเห็ดได้เจริญรุดหน้าไปแล้ว ส่วนมากก็จะแบ่งหน้าที่ผลิตกันเพื่อความสะดวกและเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย
การเพาะเห็ดในถุงพลาสติกมี 4 ขั้นตอน
1. การผลิตเชื้อวุ้น
2. การผลิตเชื้อเมล็ดธัญพืช
3. การผลิตเชื้อถุง
4. การผลิตดอกเห็ด
1. การผลิตเชื้อวุ้น
เป็นขั้นตอนแรกในการเพาะเห็ดชนิดต่างๆ ในถุงพลาสติก เป็นการเตรียมเส้นใยบริสุทธิ์ของเห็ดแต่ละชนิด ปัจจุบันการผลิตเชื้อวุ้นไม่ค่อยนิยมทำขายกันแล้ว เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง ฟาร์มเห็ดจะต้องลงทุนซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่มีราคาแพง เกษตรกรจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเห็ดเป็นอย่างดี และรู้จักรักษาความสะอาดของฟาร์มเห็ดเป็นอย่างดีอีกด้วยในการผลิตเชื้อวุ้นในเชิงการค้าสามารถจะกระทำได้ 2 วิธี
1.1 การแยกเชื้อบริสุทธิ์จากสปอร์เห็ด
การแยกเชื้อเห็ดโดยวิธีนี้มีลักษณะคล้ายกับการปลูกพืชโดยใช้เมล็ด เห็ดที่ได้อาจจะมีลักษณะแตกต่างไปจากลักษณะของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ได้ ดังนั้นการแยกเชื้อเห็ดวิธีนี้จึงมักจะใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์เห็ดเพื่อหาสายพันธุ์เห็ดชนิดใหม่ ข้อเสียของการแยกเชื้อเห็ดด้วยวิธีนี้คือ สปอร์เห็ดบางชนิดที่งอกออกมานั้น ไม่สามารถจะเจริญเติบโตเป็นดอกเห็ดได้ จะต้องมีการผสมกันระหว่างเส้นใยที่งอกออกมาจากสปอร์ต่างชนิดกันเท่านั้นจึงสามารถจะเจริญเติบโตเกิดเป็นเห็ดได้ จะเห็นได้ว่าวิธีการนี้เหมาะสมในการศึกษาถึงสายพันธุ์เห็ด หรือผสมพันธุ์เห็ดมากกว่า
1.2 การแยกเชื้อเห็ดบริสุทธิ์จากเนื้อเยื่อ
การแยกเชื้อเห็ดโดยวิธีนี้ เป็นการตัดเอาเนื้อเยื่อจากดอกเห็ดไปเลี้ยงบนอาหารวุ้นเพื่อให้เป็นเส้นใย วิธีการนี้ได้เชื้อเห็ดที่มีลักษณะเหมือนกับพันธุ์พ่อแม่เดิมทุกประการ เป็นวิธีการที่มีลักษณะคล้ายๆ กับการปลูกพืชโดยวิธีการติดตาต่อกิ่ง หรือตอนพืชเป็นวิธีการที่เหมาะสมสำหรับเห็ดซึ่งมีดอกขนาดใหญ่ เช่น เห็ดฟาง เห็ดนางรม เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดนางฟ้าและเห็ดหูหนู เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าวิธีที่เหมาะสมในการผลิตเชื้อวุ้น สามารถจะกระทำได้โดยการคัดเอาเนื้อเยื่อจากดอกเห็ดไปเพาะเลี้ยงบนอาหารวุ้น โดยอาศัยเทคนิคการปลอดเชื้อ (อะเซฟติกเทคนิค) ก้อนที่จะทำการเพาะเลี้ยงเกษตรกรจะต้องทำการคัดเลือกดอกเห็ดที่นำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เสียก่อน เห็ดจะต้องมีลักษณะ สี ขนาด ตรงตามความต้องการของตลาด และที่สำคัญจะต้องมีผลผลิตดี รวมทั้งไม่ควรรดน้ำก่อนที่จะเก็บดอกเห็ดไปทำการแยกเชื้อบริสุทธิ์ เนื่องจากจะมีเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นติดดอกเห็ดไป
เชื้อวุ้นที่ดีจะต้องไม่มีเชื้อใดๆ ปะปนอยู่แม้แต่นิดเดียว โดยทั่วไปเชื้อเห็ดบนวุ้นจะมีลักษณะเป็นสีขาวคล้ายสำลี ฟูขึ้นมาจากผิวหน้าวุ้น เส้นใยเห็ดบางชนิด เมื่อมีอายุมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำขึ้น เส้นใยอาจจะเหนียว และเข้มมากขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะนำไปใช้อีกครั้งหนึ่งก็โดยการตัดเอาเส้นใยบนอาหารวุ้นขนาด 1×1 ซม.2 ย้ายไปเลี้ยงบนอาหารวุ้นใหม่ได้ เมื่อเส้นใยใหม่เจริญเติบโตแข็งแรง ก็สามารถจะนำไปใช้ได้การย้ายเชื้อวุ้นนั้นไม่ควรจะทำเกิน 5-6 ครั้ง เพราะเส้นใยเห็ดจะเสื่อมคุณภาพ ทำให้ผลผลิตของดอกเห็ดลดน้อยลง
2. การผลิตเชื้อเมล็ดธัญพืช
เป็นขั้นตอนที่ต้องการจะเพิ่มจำนวนเส้นใยเชื้อเห็ดให้มีจำนวนมากขึ้น และเพื่อเพิ่มความสะดวกในการถ่ายเชื้อ ในขั้นตอนที่สองนี้ สามารถจะกระทำได้โดยการเลี้ยงเส้นใยเห็ดบนวัสดุที่หาง่าย ราคาถูกและสะดวกในการตัดต่อเชื้อ เชื้อเห็ดที่เลี้ยงบนวัสดุดังกล่าวนี้จะเรียกว่า ”หัวเชื้อ” ก็ได้ สำหรับประเทศไทยนั้น มีวัสดุทางการเกษตรที่หาง่ายและราคาอยู่มากมาย เมล็ดธัญพืชชนิดต่างๆ เช่น ข้าวเปลือก ข้าวโพด ข้าวฟ่าง เป็นต้น เมล็ดธัญพืชเหล่านี้จัดเป็นวัสดุที่จะนำมาใช้ในการผลิตเชื้อเมล็ดธัญพืชมากโดยเฉพาะเมล็ดข้าวฟ่างนั้นมีความเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากหาง่ายราคาถูก และสะดวกในการถ่ายเชื้อก่อนที่จะทำการผลิตเชื้อเมล็ดข้าวฟ่างนั้น จะต้องทำการคัดเลือกเมล็ดข้าวฟ่างเสียก่อน เมล็ดข้าวฟ่างที่ดีจะต้องไม่แตกหักมาก ไม่มีราขึ้น ไม่มีแมลงทำลาย และไม่มีการคลุกยาฆ่าเชื้อราและแมลงด้วย ส่วนพันธุ์ข้าวฟ่างอาจจะใช้พันธุ์สีขาว หรือสีแดงก็ได้
หลักการผลิตเชื้อข้าวฟ่าง พอจะสรุปได้ดังนี้ นำเมล็ดข้าวล้างน้ำ ทำความสะอาด แช่น้ำ 1 คืน ให้เมล็ดนิ่ม รุ่งขึ้นล้างทำความสะอาดอีก 2-3 ครั้ง เพื่อล้างกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจาการหมักข้ามคืน นำไปนึ่งให้สุกผึ่งเมล็ดให้หมาดๆ ก่อนกรอกใส่ขวดแม่โขงแบน อุดจุกสำลีฆ่าเชื้อด้วยความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (1210C) นาน 30 นาที ทิ้งให้เย็นจึงคัดเชื้อวุ้นที่มีเส้นใยเจริญอยู่ลงไป รอจนเชื้อเห็ดเดินเต็ม ก็นำไปใช้ได้อย่าทิ้งไว้จนเชื้อแก่เกินไป เส้นใยจะจับสานกันแน่น เทเชื้อไม่สะดวก
การผลิตเชื้อข้าวฟ่างนี้ เกษตรกรสามารถจะกระทำได้เหมือนกัน มีวิธีการผลิตที่ไม่ยุ่งยากมากฟาร์มเห็ดอาจจะผลิตควบคู่ไปกับการผลิตเชื้อวุ้นก็ได้ เนื่องจากเทคนิคต่างๆ รวมทั้งวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตนั้น สามารถใช้ ร่วมกันได้ เช่นตู้เขี่ยเชื้อ หม้อนึ่งความดันไอน้ำ รวมทั้งห้องบ่มเชื้อ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการลงทุนค่อนข้างสูงเหมือนกัน
3. การผลิตเชื้อถุง
เป็นการขยายหรือเพิ่มปริมาณเส้นใยบริสุทธิ์ที่ได้จากหัวเชื้อข้าวฟ่างให้มากขึ้นบนวัสดุจำพวกขี้เลื่อยฟางหมักหรือปุ๋ยหมักในถุงพลาสติก เพื่อที่จะนำไปเปิดให้ออกเป็นดอกเห็ดต่อไป การจะใช้วัสดุเหลือใช้ประเภทใด ควรคำนึงถึงการหาวัสดุนั้นได้ยากหรือง่ายราคาถูกมากน้อยเพียงใด ขี้เลื่อยที่จะนำมาใช้ในการผลิตเชื้อถุงมีอยู่ 2 ประเภท
ขี้เลื่อยไม้เนื้อแข็ง ขี้เลื่อยไม้เนื้อแข็งนั้น เป็นอาหารชั้นเลวของเส้นใยเห็ดเชื้อเห็ดยังไม่สามรถนำไปใช้ได้จะต้องนำเอาขี้เลื่อยไม้เนื้อแข็งไปหมักกับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรือมูลสัตว์ เช่นขี้วัว ขี้ควาย ขี้ไก่ หรือขี้ม้าอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยให้ขี้เลื่อยมีความชื้น 50 – 70 % การหมักจะทำกองในที่ร่มหรือกลางแจ้งก็ได้ ในกรณีที่ไม่มีฝนตก การหมักใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หลังกองทุนๆ 15 วัน ถ้าแห้งเกินไปก็รดน้ำให้ความชื้นช่วยได้ ขี้เลื้อยหมักที่สามารถจะนำไปใช้ได้ ต้องไม่มีกลิ่นแอมโมเนียหลงเหลืออยู่ ก่อนที่จะนำไปบรรจุถุงพลาสติกควรใส่ปูนขาว ดีเกลือหรือยิบซั่ม ในอัตราส่วน 1% โดยน้ำหมักแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันไอน้ำ 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เวลา 1 ชั่วโมง หรือหม้อนึ่งลูกทุ่งเวลา 3 ชั่วโมง ทิ้งไว้ให้เย็นจึงทำการถ่ายหัวเชื้อข้าวฟ่างลงไป รอจนเชื้อเต็มถุงจึงนำไปปิดให้ออกดอกเห็ดในโรงเรือนต่อไป
ขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน สำหรับขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อนไม่ต้องนำไปหมักก่อนการผลิตสามารถไปผสม กับรำละเอียดหรือข้าวโพดอ่อน ก่อนการนึ่งฆ่าเชื้อได้เลย
สูตร วัสดุต่างๆ ที่ใช้สำหรับทำก้อนเชื้อเห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดขอนขาว เห็ดบด เห็ดยานาง เห็ดหอม และเห็ดหูหนู
1. ขี้เลื่อยไม้เนื้อแข็ง
- ขี้เลื่อย 100 กก.
- ปุ๋ยยูเรีย 2 กก.
- หรือมูลไก่ มูลม้า มูลวัว มูลควาย 20 กก.
- ปูนขาว 1 กก.
- ความชื้น 50-70 %
2. ขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน (ไม้ยางพารา,ฝุ่นปอ,ไม้แค,ไม้มะม่วง ฯลฯ)
- ขี้เลื่อย 100 กก.
- รำละเอียด 5-6 กก.
- ดีเกลือ 200 กรัม
- ยิปซั่ม 200-500 กรัม
- ปูนขาว 1 กก.
จะเห็นได้ว่าในการผลิตเชื้อถุงนั้น เกษตรกรสามารถจะทำได้ ไม่มีขั้นตอนหรือใช้เทคนิคมากขนาดของฟาร์มเห็ดก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการบริโภคของดอกเห็ด ถ้าเป็นฟาร์มเห็ดขนาดเล็กก็ลงทุนไม่มากแต่ถ้าเป็นฟาร์มเห็ดขนาดใหญ่ก็ลงทุนสูงเหมือนกัน
4. การผลิตดอกเห็ด
เป็นการนำเอาเส้นใยเห็ด ที่เจริญเติบโตอย่างเต็มที่อยู่บนวัสดุเพาะพวกขี้เลื่อยมาเพาะเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการที่เส้นใยเห็ดจะรวมตัวกันกระตุ้นเห็ดเป็นดอกเห็ดขึ้นมาวิธีการเพาะให้เกิดดอกเห็ดของเห็ดแต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไปสำหรับการเพาะเห็ดนางฟ้า นางรม ยานาง ก็เพียงดึงลำสีออกเอาถุงก้อนเชื้อวางบนชั้นหรือชั้นแขวนตามแนวนอน ถ้าหากต้องการประหยัดคอขวดก็ถอกออก แล้วพับถุงพลาสติกเข้าที่เดิมก็ได้ รดน้ำ
ส่วนเห็ดหูหนูก็ทิ้งก้อนเชื้อจนเส้นใยเห็ดรัดตัวเป็นจุดสีน้ำตาลจึงดึงเอาจุกสำลีคอขวดออก เอายางรัดไว้เหมือนเดิมใช้มีดกรีดข้างเป็นรูปแนวเฉียง 45 องศา หรือ กากบาทวางก้อนเชื้อบนชั้น ชั้นแขวนหรือบนพื้นดิน รดน้ำเห็ดจะออกตามแนวรอยกรีดเหล่านั้น
ส่วนเห็ดขอนขาว เห็ดแชมปีฌอง จะใช้มีดกรีดตรงบ่าถุงพลาสติกโดยรอบ แล้วดึงออกมา วางถุงเห็ดในแนวตั้ง โดยทั่วไปในการผลิตดอกเห็ด เกษตรกรอาจจะซื้อถุงมา หรือผลิตเชื้อถุงเอง สำหรับเกษตรกรรายใหม่ อาจจะหาประสบการณ์ในการเพาะดอกเห็ดโดยการซื้อเชื้อถุงมาก่อน แล้วน้ำเชื้อถุงมาผลิตดอกเห็ดในโรงเรือนควบคุมความชื้น อุณหภูมิ แสง และการถ่ายเทอากาศ เพื่อเป็นการเพิ่มประสบการณ์ในการผลิตดอกเห็ดเมื่อมีความรู้ความชำนาญมากขึ้นจึงจะผลิตเชื้อถุงเอง และขยายโรงเรือนการผลิตดอกเห็ดให้มากขึ้น ผลผลิตของดอกเห็ดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อาหารในเชื้อถุง โรงเรือนเพาะ อุณหภูมิ ความชื้น การถ่ายเทอากาศ การรดน้ำ พันธุ์ของเห็ด และศัตรูที่รบกวนขณะออกดอก
โรงเรือนเพาะเห็ด
เกษตรกรจะสร้างให้มีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ตามกำลังความสามารถในการผลิตดอกเห็ด โรงเรือนเพาะเห็ดที่ดีจะต้องมีการเก็บรักษาความชื้นได้ดี มีการระบายอากาศได้ดี มีชั้นวางถุงเห็ดที่พอเหมาะสามารถทำงานได้สะดวก
การระบายอากาศในโรงเรือนเพาะเห็ด
มีความสำคัญเหมือนกับในฟาร์มเห็ดขนาดใหญ่เห็ดแต่ละถุงจะหายใจปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เมื่อมีก๊าซชนิดนี้มากๆ จะมีผลต่อผลผลิตและรูปร่างของดอกเห็ดได้ โรงเรือนเพาะที่มีการถ่ายเทไม่ดี ผลผลิตจะน้อยลง ดอกเห็ดบิดเบี้ยวดอกมีขนาดเล็ก ดังนั้นโรงเรือนจะต้องจัดให้มีการระบายอากาศทางด้านข้างบ้าง เพื่อระบายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป
น้ำและการรดน้ำ
เพื่อรักษาความชื้นในโรงเรือนเพาะก็มีความสำคัญเหมือนกันในการลิตดอกเห็ดปกติจะรดน้ำวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้าและตอนเย็น แต่ถ้าอากาศค่อนข้างแห้ง อาจจะเพิ่มเป็น 3-4 ครั้งน้ำที่ใช้รดเห็ดจะต้องเป็นน้ำจืด ไม่มีคลอรีนเจือปน ไม่เป็นน้ำกร่อยเค็ม โดยเฉพาะน้ำเค็มไม่สามารถจะใช้รดเห็ดได้เลย เพราะว่าจะไม่ทำให้เห็ดออกดอกได้เลย
อุณหภูมิในโรงเรือนเพาะเห็ดก็มีความสำคัญเช่นกัน เห็ดแต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมในการผลิตดอกเห็ดไม่เหมือนกัน เห็ดนางรม เห็ดเป่าฮื้อ และเห็ดหูหนูต้องการอุณหภูมิธรรมดาในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูฝน ส่วนเห็ดนางฟ้าและเห็ดหอม ต้องการอุณหภูมิค่อนข้างเย็น ดังนั้นในการผลิตดอกเห็ดแตละฤดูก็ควรมีการจัดการชนิดของเห็ดที่จะผลิตควบคู่ไปด้วยเพื่อที่ฟาร์มเห็ดจะได้มีรายได้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
วิธีการปฏิบัติการเพาะเห็ดในถุงพลาสติก
1. การผลิตเชื้อวุ้น
ในการแยกเชื้อบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะโดยวิธีจากสปอร์ หรือจากเนื้อเยื่อจะต้องการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะต้องการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และเส้นใยเห็ดบนอาหารวุ้น สูตรอาหารวุ้น ที่ใช้ได้ผลดีมีอยู่หลายสูตร แต่ที่ใช้ได้ผลและมีวิธีการเตรียมที่ไม่ยุ่งยากคือ อาหารวุ้นพีดีเอ (PDA) ซึ่งมีสูตรดังนี้
สูตร อาหารวุ้น พีดีเอ มีสูตรดังนี้
มันฝรั่ง 200 กรัม
น้ำตาลเด็กโทรส 20 กรัม
วุ้น 15 กรัม
น้ำ 1 ลิตร
หมายเหตุ : ใช้มันเทศแทนมันฝรั่งได้
ก. วิธีเตรียมอาหารวุ้นในขวดแบน
1. ล้างทำความสะอาดมันฝรั่ง ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาด 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร
2. ต้มในน้ำประมาณครึ่งลิตร ด้วยไฟอ่อนๆ จนมันฝรั่งเริ่มนิ่ม จึงกรองเอาแต่น้ำมันฝรั่งเอาไปใช้ ละลายวุ้น 15 กรัม ในน้ำเดือดอีกครึ่งลิตร แล้วจึงน้ำไปผสมกับน้ำต้มมันฝรั่ง
3. ผสมน้ำตาลเด็กโทรส 20 กรัม ลงไปในน้ำกรองมันฝรั่งที่กำลังร้อนเพื่อที่น้ำตาลจะได้ละลาย เติมน้ำจนครบ 1 ลิตร
4. กรอกอาหารเหลวลงขวดแม่โขงแบน โดยใช้กรวยเล็กๆ ช่วยให้อาหารสูงจากก้นขวดประมาณ 1ซ.ม ระวังอย่าใช้อาหารเปื้อนปากาขวดทำความสะอาดด้วยผ้าถ้าหากเปื้อน
5. อุดจุดสำลีเข้าไปในขวดสัก 1 นิ้ว และเกลือไว้ด้านนอกสัก 1-1 นิ้ว ระวังอย่าใช้จุกแน่นหรือหลวมเกินไปตัดกระดาษปิดจุกสำลีกันเปียกขณะนึ่งฆ่าเชื้อ
6. นึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดันไอน้ำ (หรือออโตเคลฟ) ที่ความดัน 15 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว เวลา 30 นาที ทิ้งไว้ให้เย็น
7. พออาหารวุ้นเริ่มเย็น จึงนำไปเอียง 15 องศาด้านคอขวด ให้อาหารวุ้นเอียงไปไม่เกินครึ่งขวด ระวังอย่าเอียงให้ใกล้คอขวดมาก เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้ออื่นๆ ง่ายขึ้นในขณะเขี่ยเชื้อ
ข. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเห็ดบนอาหารวุ้น
ในการคัดเนื้อเยื่อเห็ดไปวางลงบนอาหารวุ้น หรือเขี่ยย้ายเชื้อ จะต้องกระทำโดยใช้เทคนิคที่ป้องกันไม่ให้มีเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ เข้ามาปะปน ซึ่งเราเรียกว่า “เทคนิคปลอดเชื้อ” (อะเซพติคเทคนิค) ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มใช้เข็มเขี่ยเชื้อ จะต้องลนไฟฆ่าเชื้ออื่นๆ ที่ปลายเข็มเขี่ย ปากขวดอาหารวุ้น ทำความสะอาดมือ และบริเวณที่ปฏิบัติงานด้วยแอลกอฮอล์ 70 % ทุกครั้ง เป็นต้น ในการเลี้ยงเนื้อเยื่อดอกเห็ดมีวิธีการดังนี้
1. เลือกดอกเห็ดที่มีลักษณะตรงตามความต้องการ จะต้องเป็นเห็ดที่ไม่เปียกน้ำไม่อ่อนและไม่แก่เกินไป
2. ฉีกดอกเห็ด เป็น 2 ซีกตามแนวยาว
3. ลนไฟเข็มเขี่ยเชื้อที่ปลายเข็มจนแดง แล้วลนผ่านมาทางด้ามถืออย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที
4. ใช้ปลายเข็มเขี่ยสะกิดหรือตัดเอาเนื้อเยื่อตรงบริเวณระหว่างก้านดอกกับหมวกดอกเป็นชิ้นเล็กๆ ติดปลายเข็มเขี่ยไว้
5. ดึงจุกสำลีออกจากอาหารวุ้น ลนปากขวด พร้อมทั้งย้ายเนื้อเยื่อเห็ดลงไปวางบนตรงกลางอาหารวุ้นพีดีเอ
6. ลนไฟปากขวดอาหารวุ้นอีกครั้ง พร้อมปิดจุกสำลี
7. นำไปบ่มไว้ที่อุณหภูมิห้องระหว่าง 230-180 C
8. เมื่อมีเส้นใยเห็ดสีขาว เจริญออกมาจากเนื้อเยื่อเป็นรัศมีประมาณ 3 ซ.ม ก็สามารถย้ายเชื้อนำไปใช้ได้
2. การผลิตเชื้อข้าวฟาง
ในการผลิตหัวเชื้อข้าวฟ่าง มีวิธีการปฏิบัติดังนี้
1. ล้างทำความสะอาดเมล็ดข้าวฟ่าง คัดเมล็ดลีบ และเมล็ดเสียออก ซึ่งจะเหลือเมล็ดที่จมน้ำได้ แช่เมล็ดที่ล้างน้ำไว้ 1 คืน
2. นำมาล้างน้ำใหม่อีก 2-3 ครั้ง จนหมดกลิ่นเปรี้ยว
3. นำไปนึ่งให้สุกด้วยหม้อลังถึง หรือหวดนึ่งข้าวเหนียว ถ้าหากไม่มีหม้อนึ่งก็อาจจะใช้วิธีต้มให้เมล็ดเริ่มพองบาน และปริออกเล็กน้อย ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์
4. นำเมล็ดข้าวฟ่างที่สุกแล้ว ไปผึ่งให้หมาดในกระด้ง หรือตระแกรงที่กรองน้ำได้จนผิวเมล็ดเกือบแห้ง
5. กรอกเมล็ดข้าวฟ่างลงในขวดแม่โขงแบนที่สะอาด โดยใช้กรวยช่วยผ่านลงไปในขวดประมาณครึ่งขวด หรือ 2 ใน 3 ขวด ทำความสะอาดปากขวดในกรณี ที่เปื้อนเมล็ดข้าวฟ่างขณะกรอกใส่ขวดด้วยผ้าสะอาด
6. อุดจุกสำลีหุ้มด้วยกระดาษแล้วนึ่งฆ่าเชื้อด้วยความดันไอน้ำ15ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ทิ้งไว้ 2 วัน
7. ตรวจดูขวดเมล็ดข้าวฟ่างที่ไม่บูดเป็นน้ำเยิ้มๆ สีขาวบริเวณก้นขวดนำไปใช้ในการเลี้ยงเชื้อเห็ด
8. ลนไฟฆ่าเชื้อปลายเข็มเขี่ยจนร้อนแดง แล้วลนเรื่อยมาจนเกือบถึงมือถือ ทิ้งไห้เย็นไว้ประมาณ 10-20 วินาที นำไปตัดชิ้นวุ้นขนาด 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร เขี่ยติดปลายเข็มเขี่ยไว้
9. ขณะเดียวกันดึงจุกสำลีออกจากขวดเมล็ดข้าวฟ่าง ลนไฟปากขวดพร้อมทั้งเอียงขวดมาอยู่ทางด้านหนึ่งให้เมล็ดข้าวฟ่าง
10. ย้ายเชื้อวุ้นลงไปวางตรงบริเวณกึ่งกลางเมล็ดข้าวฟ่างเสร็จแล้วลนไฟปากขวดอีกครั้งหนึ่ง อุดจุกสำลี เอียงขวดกลับมาให้อยู่ในสภาพเดิม หุ้มกระดาษไว้
11. นำไปบ่มไว้บนชั้นในห้องอุณหภูมิตามแต่ชนิดของเห็ด
3. การผลิตเชื้อถุง
ในการผลิตเชื้อถุงนี้ สามารถจะทำได้จากขี้เลื่อยไม้เนื้อแข็ง ขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อน และฟางข้าวแห้งสับในกรณีของขี้เลื่อยไม้แข็ง ซึ่งวิธีการหมักก็ได้กล่าวไปแล้วในการบรรยายการผลิตหัวเชื้อและการเพาะเห็ด
การผลิตเชื้อถุงจากขี้เลื่อย ไม้เนื้ออ่อน
1. ชั่งวัสดุต่างๆ ที่ใช้เพาะเห็ดตามสูตร
2. ฉีดพ่นน้ำประมาณ 66% โดยน้ำหนักลงบนขี้เลื่อยให้ผสมกัน
3. ตรวจเช็คความชื้นขี้เลื่อย โดยใช้มือบีบดูแต่ถ้ามีน้ำเล็ดออกมาง่ามมือ แสดงว่ามีความชื้นมากเกินไป
4. โรยสูตรอาหารอื่น เช่น ดีเกลือ ยิปซั่ม ปูนขาวผสมคลุกเคล้ากับขี้เลื่อยให้เข้ากับส่วนรำข้าวจะผสมลงไปในขี้เลื่อยก่อนที่บรรจุลงในถุงพลาสติกเท่านั้น
5. บรรจุขี้เลื่อยที่ผสมเรียบร้อยแล้ว ลงในถุงพลาสติกทนร้อน 7″x14″ ใส่คอขวด อุดจุกสำลีปิดด้วยกระดาษ
6. นำไปนึ่งฆ่าเชื้อในหม้อนึ่งลูกทุ่ง นาน 3 ชั่วโมง หรือหม้อนึ่งความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นาน 3 ชม. ทิ้งให้เย็นจึงเทเชื้อลง
ระบบตลาดเห็ด
ตลาดโลกยังสดใส ตลาดในยังไม่เพียงพอ เนื่องจากเห็ดเป็นอาหารที่มีคุณค่าและมีความเป็นยาอยู่ในตัว ลักษณะที่ดีของเห็ดในระบบตลาด
1. สามารถปลูกได้ทั่วไป
2. ใช้ระยะเวลาการผลิตสั้นสามารถปรับปริมาณการผลิตให้เข้ากับตลาดได้รวดเร็ว
3. เป็นการผลิตที่มีข้อจำกัดด้านการลงทุนน้อย เกษตรกรสามารถเริ่มต้นขนาดฟาร์มมากน้อยได้ตามความเหมาะสม
4. ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการบริโภคอยู่แล้ว
5. มีชนิดเห็ดและเทคนิคการเพาะเห็ดชนิดต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคมีสิทธิลิ้มลองอยู่เสมอ
ข้อเสียเปรียบในระบบตลาดของเห็ด
1. รูปแบบการตลาด ตลาดเห็ดในประเทศไทย ยังนิยมบริโภคเห็ดสด เพราะมีแหล่งผลิตสินค้าอยู่ใกล้แหล่งตลาด มีโอกาสเลือกชื้อได้ตลอดปี เห็ดแห้งจะนิยมเฉพาะเห็ดหอม เห็ดกระด้าง หรือเห็ดโคน เท่านั้น ส่วนเห็ดกระป๋องประเทศไทยไม่นิยม
2. ระยะเวลาวางตลาด เห็ดมีระยะเวลาการจำหน่ายสั้นมาก ดีที่สุดเพียงแต่ 1 วัน ถ้าเวลามากกว่านั้น คุณภาพจะลดลง ราคาจะเสียเช่น เห็ดบาน เห็ดแก่ และเน่า
3. การกระจายสินค้าในระบบตลาด เป็นข้อจำกัดที่ยังไม่มีผู้ใดสามารถแก้ไขได้เพราะการผลิตเห็ดขึ้นกับดินฟ้าอากาศ ถ้าอากาศแปรปรวน ร้อน หนาว ผิดปกติ การเกิดดอกของเห็ดจะน้อยตลาดขาดแคลน ราคาแพง แต่ถ้าภูมิอากาศเอื้ออำนวยเห็ดธรรมชาติจะเกิดสมทบด้วย เห็ดจะล้นตลาดโดยทันที
4. ค่าของเห็ดในระบบตลาดยังเป็นเพียงตัวเลือก แม้ว่าเห็ดจะมีคุณค่าทางอาหารมีโปรตีน เกลือแร่ วิตามิน และสมุนไพร นานชนิด แต่เมื่อเทียบกับเนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้ ราคาเห็ดยังนับว่าแพงมาก เมื่อเทียบกับอาหารหลักและโดยธรรมชาติผู้บริโภคจะไม่บริโภคบ่อยนักในการดำรงชีวิตประจำวันจึงกลายเป็นอาหารแฟชั่นหรือหิวชั่วคราวเท่านั้น
5. รูปแบบการเสนอขายยังไม่ทันสมัยหรือจูงใจพอพียง ปัจจุบันการขายเห็ดในตลาด ยังใช้รูปแบบเดิม คือ การวางกองใส่ตระกล้า ใส่กระจาด วางบนใบตอง
6. การพัฒนาระบบตลาด ยังไม่มีผู้ให้ความสนใจมากนัก ไม่ว่าส่วนราชการหรือเอกชน ขาดสถิติ ข้อมูลต่างๆ ทำให้ไม่สามารถวางแผนการผลิตหรือพัฒนาวิธีการผลิตได้ดีนัก เกษตรกรเรียนรู้จากประสบการณ์ และเสี่ยงในการผลิตเอง
แนวทางการพัฒนาการเพาะเห็ด
การเพาะเห็ดมาอย่างต่อเนื่องมีเทคนิควิธีการและชนิดของเห็ดหลากหลายเพียงแต่ยังขาดการศึกษารวบรวมอย่างจริงจัง เพื่อตรวจสอบและเผยแพร่วิธีการเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้แก่เกษตรกร เพราะปัจจุบันเกษตรกรต่างคนต่างทำ และมีเทคนิคเฉพาะตัว ดังนั้น การพัฒนาการเพาะเห็ด จึงควรพิจารณาดำเนินการดังนี้
1. ผู้มีอาชีพเพาะเห็ด ควรมีการรวมกลุ่ม ก่อตั้งกลุ่มให้ถาวรมั่นคง
เพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานงานแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต
2. สถาบันทางวิชาการ นักวิจัย ควรหันมาศึกษาเพื่อหาทางลดต้นทุนการผลิตรูปแบบการเสนอขายและหาทางลดข้อจำกัดทางด้านการตลาดลง
อาชีพการเพาะเห็ดเป็นอาชีพที่มีลู่ทางแจ่มใส สร้างรายได้ในระยะเวลาสั้น การตลาดยังเป็นไปได้ดีหากทุกฝ่ายร่วมมือแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้
ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก : www.thaigreenmarket.com
| Tags: ธุรกิจ, รายได้, อาชีพ |
|
« หัวข้อที่เกี่ยวข้อง » เส้นทางรวย 2012 / 2555 |















